การพัฒนางานเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก

การพัฒนางานเฝ้าระวัง  ป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก
ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามที่กรมควบคุมโรค  โดยสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กลุ่มโรคไข้เลือดออก ได้จัดประชุมโครงการพัฒนามาตรฐานงานควบคุมโรคไข้เลือดออก ระดับจังหวัด และการพัฒนางานเฝ้าระวัง  ป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก ปี 255x โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดการดำเนินงานตามมาตรฐานงานป้องกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออกในระดับจังหวัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ ได้แก่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร. 1-12)  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งการประชุมครั้งนี้   มีวิทยากรและผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 143 คน ประกอบด้วย  รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้ทรงคุณวุฒิฯกรมควบคุมโรค ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค  ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ผู้อำนวยการกองควบคุมโรค สำนักอนามัย อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง  สคร. 1-12 (กลุ่มโรคติดต่อนำโดยแมลง  กลุ่มส่งเสริมสนับสนุนวิชาการ  กลุ่มโรคติดต่อเฉียบพลัน (สคร.2)  และกลุ่มระบาดวิทยา     ซึ่งมีลักษณะการประชุมเป็นการบรรยายและอภิปราย  ประกอบด้วย
การบรรยายเรื่อง นโยบายของกรมควบคุมโรคต่อการควบคุมโรคไข้เลือดออกและแนวทางการดำเนินการจังหวัด โดยนายแพทย์ศิริศักดิ์  วรินทราวาท รองอธิบดีกรมควบคุมโรค สรุปสาระที่สำคัญ ดังนี้
กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ทางเลือก “ระบบกลไกการเฝ้าระวังควบคุมโรคป้องกันโรคและภัยสุขภาพ  โรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำและโรคที่เป็นสาเหตุการป่วยและตายที่สำคัญ”  ทั้งนี้โรคไข้เลือดออกเป็นโรคหนึ่งที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ ต้องเร่งรัดอย่างจริงจัง
1. การดำเนินงานจะต้องสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรคได้เร่งจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี (พ.ศ. 2552 – 2555)  และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติราชการประจำปีต่อไป
2. การจัดทำแผนที่ทางยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิผลการลดโรค  ใช้เครื่องมือการจัดการ  กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ   ทั้งนี้ต้องส่งผล Efficacy    และความครอบคลุมถึงการยอมรับของผู้ปฏิบัติ (เจ้าหน้าที่/นักวิชาการ) และผู้รับบริการ (คนในชุมชน)
3. การใช้ศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การเฝ้าระวังโรค  กีฏวิทยา การบำบัดดูแลรักษาผู้ป่วย การมีส่วนร่วมของชุมชน/เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง    เพื่อจัดทำฐานข้อมูล  ได้แก่ การเฝ้าระวังโรค   Vector     Virus  และ เฝ้าระวังทางพฤติกรรม   ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประสานการทำงานร่วมกัน   เช่น  การนำหลักการ COMBI มาปรับพฤติกรรมในชุมชน เป็นต้น
ท้ายที่สุดนี้ขอให้ทุกคนควรทบทวนความรู้    ค้นหาความรู้ใหม่ เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติ ในเรื่องต่าง ๆที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดและทีมงานโรคไข้เลือดออกต่อไป

ศักยภาพ (Potential) ………………………..สมรรถนะ (Competency)………………….. ชิ้นงาน (Performance)
ความรู้ทักษะอยู่กับที่ …………………ศักยภาพ+ใจ = สมรรถนะ + ลงมือทำ…………………ชิ้นงาน
-ไม่เกิดชิ้นงาน                            – มาจากปัจจัยต่าง ๆ ทัศนคติ
วัฒนธรรมองค์กร มโนทัศน์(สละความสุข)

ข้อคิดจากนักปราชญ์ชาวเยอรมัน
“Knowing is not enough much apply welling is not enough much do”
(รู้อย่างเดียวไม่พอต้องประยุกต์ เมื่อมีเจตนารมณ์แล้วต้องทำ)

การบรรยายเรื่อง   กลยุทธ์  ตัวชี้วัด และเป้าหมายในงานป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง โดย นายแพทย์วิชัย  สติมัย  ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง    มีสาระสำคัญ ดังนี้
กลยุทธ์ของโรคติดต่อนำโดยแมลง เน้นด้านการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานระบบเฝ้าระวัง  พัฒนาระบบกลไก เพื่อการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมเสริมสุขภาพด้านพฤติกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการควบคุมโรคในระดับประเทศ
จากการประชุมเรื่องโรคไข้เลือดออกทั้งในการประชุมระดับนานาชาติ  เช่น  การประชุมระดับภาคพื้นเอเชียแปซิกฟิก    การประชุมที่ประเทศสิงคโปร์ ได้หยิบยกกลยุทธ์การควบคุมโรคเป็นประเด็นสำคัญ และประเทศต่าง ๆ เช่น จีน อินเดีย  และเอเชียภูมิภาค  ได้เร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของภูมิภาค  เน้นให้ผู้บริหารระดับต่าง ๆ เพิ่มความสนใจเร่งดำเนินการโรคไข้เลือดออกอย่างเต็มที่   รวมทั้งสื่อมวลชนมีความสนใจมากขึ้น   สำหรับการดำเนินงานพัฒนาวัคซีน กำลังมีความหวัง ขณะนี้มีการทดลองวัคซีน 2 ตัว ประเทศไทยได้ถูกคัดเลือก เนื่องจากมีความพร้อม และสามารถจัดระบบการประเมิน ติดตามการใช้วัคซีนได้
ตัวชี้วัดในด้านนวัตกรรมในการควบคุมโรคใหม่ ๆ  คือเรื่องของ Vector Control  มีการใช้ Bio- Control  เช่น การใช้ไรน้ำ   ซึ่งได้ผลดีในประเทศเวียดนาม     การใช้Bacteria    นอกจากนี้มีการศึกษาการชุบผ้าม่าน โดยกลุ่มวิจัยจากยุโรป ได้ทดลองที่จังหวัดชลบุรี และระยอง  แต่การดำเนินงานใช้ Cluster ใหญ่มาก ทำให้มีข้อจำกัด จึงเปลี่ยนพื้นที่ศึกษาเป็นจังหวัดพังงา ใช้ผ้าม่านอย่างเดียว  มีการเปรียบเทียบทั้ง Internal Control  และ External Control  รวมทั้งการยอมรับของประชาชน และความสำเร็จในการใช้ผ้าม่าน  มีผลการศึกษาที่ สคร. 3 ได้ใช้ผ้าสีดำชุบสารเคมีแขวนตามมุมบ้าน เมื่อใช้ Human Bait จับยุงพบมีจำนวนน้อยลง  ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า  จุดที่แขวนผ้าดำชุบสารเคมีต้องมีจำนวนมากพอจึงจะทำให้ยุงน้อยลงได้
เป้าหมายการดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออก คือ อย่าให้คนป่วย  เสียชีวิต นั้น ต้องใช้กลยุทธ์ด้าน Case Management   เน้นกิจกรรมอบรมแพทย์พยาบาลให้ความรู้    หากมีผู้ป่วยเสียชีวิตต้องทำ Dead Case Conference ทุกครั้ง
กลยุทธ์การผลักดันงานควบคุมโรคไข้เลือดออกเป็นโรคสำคัญที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน โดยผู้บริหารระดับจังหวัด  ผู้ปฏิบัติระดับ สสอ.  ต้องพยายามส่งเสริมการดำเนินงาน  “ขออย่าท้อแท้”
Best Practice ที่ดี   ควรศึกษาใช้เป็นแนวทางหรือทำอย่างจริงจัง เช่น  โครงการท้าพิสูจน์หมู่บ้านปลอดลูกน้ำยุงลาย ของจังหวัดมหาสารคาม มุกดาหาร สามารถทำให้ค่า HI  ลดลง   และค่า CI = 0  ทำให้มีผู้ป่วยน้อยลงได้  ควรทำอย่างจริงจังต่อไป หรืออาจใช้มาตรการ กับผู้ที่ไม่กำจัดลูกน้ำยุงลาย หรือเพิกเฉยที่ปล่อยให้มีลูกน้ำยุงลายในบ้าน  โดยการปรับ หรือทำงานสาธารณะชดเชย
กลยุทธ์ที่สำคัญ คือ
1.สร้าง ความตระหนักว่าในบ้านมีลูกน้ำไม่ได้  ถ้าผลักดันความคิดนี้ให้กับคนรุ่นใหม่จะทำให้บ้านปลอดจากลูกน้ำยุงลายได้
2.การกำจัดลูกน้ำอย่างจริงจัง  แม้มีผู้ป่วยอยู่บ้างก็จะน้อยลง เมื่อ ค่าHI, CI น้อยลง
3.สร้างพันธมิตรในการขับเคลื่อนการทำงาน   กระทรวงสาธารณสุข    กรมควบคุมโรคต้องอยู่เบื้องหลัง  โดยกระทรวงศึกษาธิการ   อปท.   ต้องเป็นพระเอก

การอภิปรายเรื่อง นวัตกรรมในการควบคุมโรคไข้เลือดออก โดย นายแพทย์กิตติ  ปรมัตถผล ผู้นำอภิปราย  นายแพทย์สราวุธ  สุวัณณทัพพะ ผู้ทรงคุณวุฒิฯ กรมควบคุมโรค และ รศ.ดร. ธีรภาพ  เจริญวิริยะภาพ  คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้อภิปราย     สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
>>นวัตกรรมในการควบคุมโรคไข้เลือดออกที่เกิดในคน   กล่าวคือ วงจรชีวิตของไวรัสเดงกี่ มีอยู่ 2 ช่วงที่ต้องการควบคุม  คือวงจรในคนและในยุง
นวัตกรรมส่วนใหญ่   มี 3 ประเภท คือ
1. การป้องกัน (การใช้วัคซีน)
2. การวินิจฉัย
3. การรักษา

>>ภูมิต้านทานของไข้เลือดออก
-ไวรัสไข้เลือดออกมี 4 ชนิด    เมื่อคนรับเชื้อ  เช่น  Den_1 จะมีภูมิต้านทานตลอดชีวิต    และมี           ภูมิต้านทานต่อ Den_2, Den_3  และ Den_4  ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี    ดังนั้นคนที่ติดเชื้อครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 มักจะมีอาการรุนแรงมาก
-การทดลองที่บ่งบอกได้ผลดีของ Vaccine    คือการเสริมภูมิต้านทานขึ้น ไม่มี Site effect   เมื่อฉีดในคนปกติ  แต่ยังไม่ได้ศึกษาว่าถ้าคนที่เสี่ยงต่อโรค หลังฉีดแล้วสามารถป้องกันการติดเชื้อได้หรือไม่
-การทดลองในคนมี 3 ระยะ    คือ ระยะที่ 1 ใช้ศึกษาในคนจำนวน 10-50 คน เพื่อดูความปลอดภัย ระยะที่ 2  ใช้ศึกษาในคนจำนวน 50 – 500  คน เพื่อดูความปลอดภัยและกระตุ้นร่างกายสร้างภูมิต้านทาน  ระยะที่ 3 ใช้ศึกษาในคนจำนวน 1,000 คน ขึ้นไป เพื่อดูความสามารถการป้องกันต่อโรค

ทั้งนี้หลังจากฉีดวัคซีนแล้วต้องศึกษาอัตราการติดเชื้อ   โดยศึกษาว่า 1 ปี มีคนติดเชื้อเท่าไหร่

>>การใช้และอ่านผลชุดทดสอบเร็วเพื่อการวินิจฉัย
จากเหตุผลที่ ถ้าผู้ป่วยเป็น Secondary Infection จะมีอาการรุนแรง    เนื่องจาก Virus จะเปลี่ยนจาก    NS 1  เป็น NS 2 เป็น NS 3   ขณะนี้มีการศึกษา Enzyme เพื่อ Inhibit  ต่อ Virus

>>ผลการศึกษาของ ดร. คนึงนิจ สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลงได้ทดสอบการใช้และอ่านผลชุดทดสอบเร็ว  พบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะมีปริมาณโปรตีน NS 1 และ Sc5b-9   อยู่ในระดับสูง   การศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจบทบาทของโปรตีนที่มีผลต่อความรุนแรงของโรค  และได้แนวทางในการพัฒนาชุดตรวจที่สามารถพยากรณ์ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก

>>นอกจากนี้ยังมีการศึกษา การตรวจจากสารหลั่งอื่น ๆ นอกจากเลือด โดย คณะวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาการนำปัสสาวะ หรือ น้ำลายของผู้ป่วยมาวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ โดยการพัฒนาเทคนิค PCR  โดยการออกแบบชิ้นส่วนพันธุกรรม “ไพรเมอร์”ที่สังเคราะห์ขึ้นจากยีนของ Dengue Virus ทั้ง 4  Serotype

>>การรักษา     มีผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1.การศึกษายาที่สามารถยับยั้งต่อ Viral Protease ซึ่งเป็น Enzyme ของ Virus ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ  ขณะนี้ได้ศึกษาสำเร็จในการแยกองค์ประกอบของ Enzyme ที่ยับยั้ง DENV  และ WNV
2.การศึกษายาที่ผลต่อ NS 2 และ NS 3 โดยนักวิจัยจากประเทศสิงคโปร์ ได้พบ 14 องค์ประกอบที่สามารถนำมาผลิตเป็นยาที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งได้
3.การพัฒนากลยุทธ์เพื่อผลิตยาใหม่เพื่อต้าน Virus

@@รศ.ดร. ธีระภาพ  เจริญวิริยะภาพ  ได้อภิปราย เรื่องทัศนคติในอดีต ปัจจุบันและอนาคตเกี่ยวกับการควบคุมพาหะ     กล่าวคือ  ยุงในประเทศไทย ในปี 2006 พบทั้งหมด 438  Species พาหะนำโรคมาลาเรียที่สำคัญจัดอยู่ในกลุ่ม Anopheles         และพาหะนำโรคไข้เลือดออกที่สำคัญ ได้แก่ Aedes aegypti   และ           Aedes   albopictus
>>การศึกษาวิจัย
1. การชุบมุ้ง  พบว่า 91% สามารถป้องกันยุงไม่ให้ถูกยุงกัดได้    ทั้งนี้อาจเกิดจากการชุบมุ้งสามารถฆ่ายุงที่สัมผัสมุ้ง หรือไล่ยุงออกไปนอกบ้าน     สรุปว่าฤทธิ์ของสารเคมี สามารถป้องกันยุงกัดได้
2. ได้จับยุงลายบ้าน แล้วพ่นสี  Fluorescence   พบว่า ยุงลายเข้าบ้านเวลา  07.00 – 10.00 น. และออกจากบ้านเวลา  09.00 – 11.00 น.  ทั้งนี้ยุงลายส่วนหนึ่งมักชอบอยู่ในบ้าน ชอบมุมมืด
3. การศึกษายุงเข้ากัดเหยื่อในบ้าน โดยใช้กระท่อมทดลอง   6 หลัง มีการใช้เคมีชุบมุ้ง เพื่อไล่ยุงออกนอกบ้าน เมื่อทดลองกับยุงลาย พบว่า การพ่นกระท่อมด้วยสารเคมีไพรีทรอยด์   ยุงจะเข้ากระท่อมทดลองน้อย  แต่การพ่นกระท่อมทดลองด้วย  ดีดีที  พบว่า ไม่มียุงเข้ากระท่อมทดลอง
4. การศึกษาทำอย่างไรไม่ให้ยุงไปวางไข่ในบ้าน    ขณะนี้กำลังศึกษาสารเคมีเกี่ยวกับการไล่ยุง

>>การบรรยาย เรื่อง  การประเมินผลตามมาตรฐานงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับจังหวัด   โดย นางนพรัตน์  มงคลางกูร  กลุ่มโรคไข้เลือดออก  มีประเด็น  ดังนี้
1.ความเป็นมาของการดำเนินงานตามมาตรฐานงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก ระดับจังหวัด
2.การประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด งานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ระดับจังหวัด
เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดและยุทธศาสตร์การดำเนินงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 กรมควบคุมโรค ได้ปรับกระบวนการภายใน เพื่อสร้างผลผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของกรม ปี 2550 – 2553 ได้แบ่งกลุ่มภารกิจเป็น 7 กลุ่มภารกิจ ดังนี้
กลุ่มภารกิจที่1     พัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์
กลุ่มภารกิจที่ 2     พัฒนาข่าวกรอง
กลุ่มภารกิจที่ 3     พัฒนาตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน
กลุ่มภารกิจที่ 4     พัฒนาสื่อสาร
กลุ่มภารกิจที่ 5     พัฒนาหลักสูตร
กลุ่มภารกิจที่ 6     พัฒนาการวิจัย
กลุ่มภารกิจที่ 7     พัฒนาองค์กร

>>สำหรับกลุ่มภารกิจที่ 1 ต้องดำเนินการสร้างผลผลิต 3 ตัว     คือ
1.มาตรฐานการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ
2.การพัฒนานโยบายระดับชาติและท้องถิ่น
3.การใช้มาตรการทางกฎหมาย ป้องกันและควบคุมโรคและภัยสุขภาพ

>>โรคไข้เลือดออกได้ถูกกำหนดเป็นโรคนโยบายหนึ่งในระดับกระทรวงและระดับกรม ซึ่งในระดับกระทรวงจะต้องลดอัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกลงร้อยละ 20     และระดับกรมควบคุมโรคกำหนดให้จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม โรคไข้เลือดออก ตามมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัดระดับกระทรวง  จึงเป็นเหตุผลสำคัญในการจัดทำมาตรฐานโรคไข้เลือดออก

>>มาตรฐาน คือ แนวทางในการดำเนินงานควบคุมโรค ซึ่งกรมควบคุมโรค โดยสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง จัดทำขึ้น เพื่อป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยกำหนดเกณฑ์วัดการดำเนินงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของหน่วยงานในเครือข่ายทั่วประเทศ

>>ขั้นตอนในการจัดทำมาตรฐาน
-จัดทำ “ร่าง” โดยคณะทำงานกลุ่มโรคไข้เลือดออก
-จัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ข้อเสนอแนะและปรับแก้ให้เหมาะสมตามหลักวิชาการ

>>เกณฑ์พิจารณาพื้นที่เสี่ยง ต่อการระบาดโรคไข้เลือดออก
1.การเกิดโรคซ้ำซาก
2.อัตราป่วย ในปีก่อนการดำเนินงาน ลดลงต่ำกว่าอัตราป่วยต่ำสุดในรอบ 5 ปี
3.อัตราป่วย (2ปีที่ผ่านมา) สูงกว่าค่า Median ของจังหวัด
4.มีการแพร่ไปยังพื้นที่อำเภอต่างๆ มาก
5.เป็นจังหวัดที่เป็นเขตอุตสาหกรรม/แหล่งท่องเที่ยว

*จังหวัดพื้นที่เสี่ยง 19 จังหวัด รวมกรุงเทพฯ ได้แก่ นนทบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ จันทบุรี ชลบุรี ระยอง สระแก้ว นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ตรัง ยะลา สงขลา และกรุงเทพฯ
*จังหวัดที่ไม่อยู่ในเกณฑ์พื้นที่เสี่ยง สคร.2  เพิ่ม สิงห์บุรีและชัยนาท  สคร.5 เพิ่ม สุรินทร์

>>เกณฑ์และตัวชี้วัด งานป้องกันและควบคุมโรคปี 255X ดังนี้
1.การควบคุมการระบาด
1.1.ความทันเวลาของการได้รับแจ้งเมื่อมีผู้ป่วย
1.2.ความครบถ้วนของการสอบสวนผู้ป่วยรายแรก (Index Case) ระดับหมู่บ้าน

2.การควบคุมพาหะนำโรค
2.1.ความพร้อมของทีมควบคุมพาหะนำโรค (SRRT) ระดับอำเภอ
2.2.ความทันเวลาในการควบคุมแหล่งแพร่โรค
2.3.ความครอบคลุมในการควบคุมแหล่งแพร่โรค

>>วิธีการประเมิน
1.ดำเนินการ 100% ของจังหวัดเสี่ยง 19 จังหวัด ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สคร. และ กทม.
2.สคร. ใดที่ไม่มีจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงดังข้อ 1 ให้ดำเนินการ 25% ของจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ
3.วิธีการประเมิน
3.1.สุ่มประเมินร้อยละ 30 ของอำเภอที่มีไข้สูง
3.2.กรุงเทพฯ ประเมินโดยสำนักอนามัย ร่วมกับสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ประเมิน 5 เขตที่มีปัญหาไข้สูง
3.3.จังหวัดหรือเขต ดำเนินงานผ่านเกณฑ์มาตรฐานฯ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
4.ประเมินปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม
5.สรุปผลการดำเนินงาน วิเคราะห์และประเมินผล พร้อมรายงานให้จังหวัดและ กทม. ทราบจัดส่งสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ภายในเดือนสิงหาคม

>>ผลการประเมินในปี ที่ผ่านมา  การประเมินอยู่ในระดับ ดี ถึง ดีมาก
ปัญหาอุปสรรค
-ความล่าช้าของงบประมาณ
-ความล่าช้าในการถ่ายทอดตัวชี้วัด : ตัวชี้วัดไม่ชัดเจน
-มาตรฐานบางตัวซ้ำซ้อนกับงานระบาด ทำให้พื้นที่สับสน
-ช่วงเวลาที่ประเมินเป็นช่วงที่มีผู้ป่วยไม่สูง
-ความล่าช้าในการแจ้ง Case จากโรงพยาบาล โดยเฉพาะเอกชน
-สสจ. บางแห่งได้รับแจ้งช้ากว่าในพื้นที่ และไม่ครบทุกราย
-บางโรงพยาบาลเอกชนไม่รายงานข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

>>ข้อเสนอแนะ
-พื้นที่ได้รับแจ้งผู้ป่วยจากโรงพยาบาลช้าบางพื้นที่ จึงควรวัดความสำเร็จของการดำเนินงานที่โรงพยาบาล
-ประเมินเฉพาะมาตรฐานที่เป็นบทบาทของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง

>>การประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดงานป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับจังหวัด ปี 255x
-จังหวัดเป้าหมาย 27 จังหวัด (รวมกรุงเทพฯ) ซึ่งเกณฑ์ในการพิจารณาพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดไข้เลือดออก เหมือนกับปี 255x มีทั้งหมด 5 ข้อ ที่นำมาพิจารณา
-วิธีการประเมิน สุ่มประเมินร้อยละ 30 ของอำเภอที่มีไข้สูง ส่วนกรุงเทพฯ สุ่ม 5 เขต เหมือนปีก่อน ประเมิน 1 ครั้ง ช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 3 เดือน และจัดส่งสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ภายในเดือน ก.ย. 5x
-การทดสอบมาตรฐาน หลังจากดำเนินการปี 5x แล้วนั้น ได้มีการวางแผนดำเนินการทดสอบมาตรฐานฯ ก่อน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและระยอง ซึ่งต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 2 แห่ง มา ณ ที่นี้ด้วย
-แนวความคิดในการจัดทำคู่มือการประเมินผลตามตัวชี้วัดฯ คือ ผู้รับผิดชอบในพื้นที่รู้เร็ว ผู้ป่วยรายแรกของชุมชนได้รับการสอบสวนทุกราย ทีมควบคุมพาหะมีความพร้อม ควบคุมโรคได้เร็ว และควบคุมโรคได้ครอบคลุม ครบถ้วน เพื่อทำให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ

>>เกณฑ์และตัวชี้วัดมาตรฐานงานป้องกันและควบคุมโรค
1.มาตรฐานการควบคุมการระบาด
ตัวชี้วัดที่ 1 ความทันเวลาของการได้รับแจ้งเมื่อมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก
ตัวชี้วัดที่ 2 ความครบถ้วนของการสอบสวนผู้ป่วยรายแรก (Index) ของทุกเหตุการณ์ในหมู่บ้าน
2.มาตรฐานการควบคุมพาหะนำโรค
ตัวชี้วัดที่ 3 ความพร้อมของทีมควบคุมโรค ระดับอำเภอ
ตัวชี้วัดที่ 4 ความทันเวลาของการควบคุมแหล่งแพร่โรค
ตัวชี้วัดที่ 5 ความครอบคลุมในการควบคุมแหล่งแพร่โรค

ความทันเวลาของการได้รับแจ้งเมื่อมีผู้ป่วยไข้เลือดออก เน้นทีมควบคุมโรคต้องได้รับแจ้งภายใน 24 ชม. ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรือโทรสาร
ความครบถ้วนของการสอบสวนผู้ป่วยรายแรกของทุกเหตุการณ์ ระดับหมู่บ้าน สอบสวนทุกราย
เกณฑ์วิธีการคิดคะแนน  มีตั้งแต่ คะแนน 0-5   ดังนี้
คะแนน 0 = < ร้อยละ 30
คะแนน 1 = ร้อยละ 30-49
คะแนน 2 = ร้อยละ 50-59
คะแนน 3 = ร้อยละ 60-69
คะแนน 4 = ร้อยละ 70-79
คะแนน 5 = ร้อยละ 80   ขึ้นไป

-ระยะเวลาที่ทำการประเมิน ข้อมูลในช่วง 3 เดือน โดยเว้นช่วงเวลาจากเดือนก่อนที่ดำเนินการประเมิน 1 เดือน หลังจากได้ข้อมูลในแต่ละอำเภอในแต่ละตัวชี้วัด และให้สรุปเป็นภาพรวมของจังหวัด

@@การอภิปรายเรื่อง แผนปฏิบัติการ 4 ปี (พ.ศ. 2552 – 2555) โรคไข้เลือดออก โดย นายแพทย์กิตติ   ปรมัตถผล  หัวหน้ากลุ่มโรคไข้เลือดออก ผู้นำอภิปราย   นายแพทย์สราวุธ    สุวัณณทัพพะ  ผู้ทรงคุณวุฒิฯ กรมควบคุมโรค เป็นผู้อภิปราย  สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
>>นพ. สราวุธ   ได้กล่าวถึง ทิศทางการทำงานไข้เลือดออก ปัญหาและการแก้ปัญหา  สิ่งแรกที่ควรทำ โดยใช้หลัก PDCA  cycle   (PDCA  : P=Plan, D=Do, C=Check, A= Action  )  ในการจัดทำแผน ซึ่งในระดับชาติ (ร่างแผนปฏิบัติการ 4 ปี) ระดับย่อยคือ แผนปฏิบัติงาน  – กิจกรรมที่ต้องดำเนินการ    ต้องจัดแบ่งพื้นที่   (Area Stratification) กิจกรรมในพื้นที่นั้นๆจะทำอะไรบ้าง    ต้อง Focus กิจกรรมในพื้นที่  ดังนี้
1. จัดทำแผนในระดับพื้นที่    มี Unit ย่อย เป็นชุมชน   ควรแบ่งพื้นที่หมู่บ้านที่คาดว่าจะมีผู้ป่วยซ้ำซาก มีการระบาดทุกปี (3 ปีย้อนหลัง)  กำหนดกิจกรรมให้ชัดเจน
2. มาตรฐานการปฏิบัติ  เช่น เรื่อง การควบคุม  Vector   ก่อนการระบาด
3. การดูแลผู้ป่วย เป้าหมายลดอัตราป่วย ลดอัตราตาย   ควรทำ SWOT Analysis มีการคาดการณ์ว่าปีนี้สถานการณ์ในพื้นที่เป็นอย่างไร   บางพื้นที่ยังมีอัตราตายมาก เกิดจากปัญหาอะไร เช่น อาจเกิดจากผู้ป่วยมาพบแพทย์ช้า  เป็นสิ่งที่ต้องวิเคราะห์แล้วดำเนินการ ฉะนั้นแพทย์/กุมารแพทย์ต้องดูแล Focus เฉพาะกลุ่มนี้ได้หรือไม่   การประเมินผล เช่น ความพร้อมของเครื่องพ่น   ต้องมีแบบประเมินเพื่อดูว่าเรามีความพร้อมหรือไม่จะได้มีการเตรียมตัว เมื่อถึงเวลาระบาดจะต้องมีการเตรียมการ
4. การทำงานช่วงของการระบาด   กรณี การควบคุม Case รายแรก ที่สงสัย ถ้าควบคุมได้เร็วจะดีเยี่ยม   สิ่งที่ผ่านมาเรื่องการบริหารจัดการในการทำงาน คือการติดตาม ประเมินผล ต้องมีระบบที่ทำได้ตามนั้นจริง  กิจกรรม ถ้าแบ่งพื้นที่แล้ว ต้องสามารถกำหนดได้ว่า กิจกรรมที่ต้องทำในหมู่บ้านคืออะไร สามารถนำมาปฏิบัติได้ มีระบบ Monitor   การติดตาม ต้องเอาผลไปเปรียบเทียบ ถ้าระบาดในหลายหมู่บ้าน กรณีทำช้าไป 3 วันจะต้องรีบจัดการหากช้าไปโรคจะแพร่กระจาย ไปทุกหมู่บ้านถ้าวางแผนแล้วได้ทำตามนั้นหรือไม่ จังหวัดไหนเป็นอย่างนั้นจะต้องรีบดำเนินการด้วย ถ้า 24 ชม. ช้าไป จะต้องนำไปวิเคราะห์ในการวางแผน ไม่เช่นนั้นจะได้ตามมาตรฐานหรือไม่

>>กล่าวโดยสรุป
1. ศึกษาเปรียบเทียบ Impact  เช่น  ศึกษาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานตามมาตรฐานการควบคุมแหล่งแพร่โรคภายใน 24 , 48  และ 72 ชั่วโมง
2. ปรับปรุงวางแผนใหม่ โดยการแบ่งพื้นที่  กำหนดมาตรฐานในระดับพื้นที่
3.  กำหนด Process ของการทำงานตามมาตรฐาน

>>นพ.กิตติ  กล่าวถึงบทบาทหลักและบทบาทเสนาธิการ  ซึ่งไข้เลือดออกเป็นโรคเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ผู้มีบทบาท ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับ CUP  โรงพยาบาล  ระดับท้องถิ่น   มีงบ  P&P  ในการจัดการ ได้แก่
1. ไข้หวัดใหญ่ (นก)
2. โรควัณโรค
3. โรคอหิวา
4. ไข้เลือดออก

หากไม่มีกรอบการทำงาน ชุมชนที่มีการระบาดอย่างรุนแรง   การจัดการไข้เลือดออกต้องจัดการแบบรอบด้าน ลด แพร่เชื้อก่อนเข้าไปควบคุม    ด้านเวลา ต้องเชิงรุกป้องกันควบคุมโรคล่วงหน้า ก่อนฤดูกาลการระบาดซึ่งเฉลี่ย 2-3 รายต่อเดือน  มีการระบาดแบบเงียบๆ   Key Container   ที่สำคัญหากจัดการได้จะลดได้ 90% จะต้องสนับสนุนหน่วยงานในท้องถิ่น จะต้องจัดลำดับความสำคัญของชุมชนด้วย
-โอ่งน้ำ ประมาณ 50%
-Tank น้ำ 200 ลิตร
-Tank ซีเมนต์ในโรงเรียน

>>กิจกรรมที่ต้องดำเนินการ
1.จัดลำดับความสำคัญ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง (  Risk Area Analysis )  ในการเก็บกวาด  Key Container
2.สนับสนุนหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อช่วยดำเนินการจัดการในส่วนภาชนะนอกบ้าน  (Outdoor Container) ที่มีศักยภาพในการขังน้ำ สามารถผลิตลูกน้ำได้เมื่อมีฝนตก
3.ศึกษาผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม  ด้านเกษตร  ทั้งนี้เพราะการควบคุมพาหะต้องใช้สารเคมี  ควรคำนวณผลได้ Cost effective evaluation   โดยคำนึงทุกด้าน    เช่น สารเคมีพื้นดื้อยาหรือยัง

>>การสนับสนุนข้อกฎหมาย
@ด้านเคมี
– ส่วนกลางกำหนดคุณลักษณะ    สสจ. ให้คำแนะนำแก่ อปท.   ด้านสิ่งแวดล้อม
– ให้ อปท. ออกประกาศเทศบัญญัติ  หรือระเบียนข้อบังคับ  กำหนดจ่ายค่าปรับเมื่อพบมีลูกน้ำในบ้าน
@ด้านผู้ประกอบการ
– ช่วยกำจัดลูกน้ำ

>>กลยุทธ์โรคไข้เลือดออกที่จะนำมาใช้ ระดับท้องถิ่น    คือ  IVM  (Integrated  Vector Management)
การจัดบทบาทและภารกิจในแผนแม่บทไข้เลือดออกในอนาคตช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการต่อไป

>>สรุปการแบ่งบทบาทและภารกิจในแผนแม่บทไข้เลือดออกในอนาคต
ภารกิจ                                        หน่วยงานหลัก                 หน่วยงานสนับสนุน
Prevention – IVM                       อปท.                                   จังหวัด/ส่วนกลาง
Surveillance                สถานพยาบาลและอาสาสมัคร    สคร.        กรมวิทย์
Disease Control  SRRT-CUP  อปท.                                           นคม. กรม คร.  สคร.
Treatment                     CUP                                         กรมการแพทย์  กรม คร.
Social Mobilization                     สสจ. กรม คร.  สธ.                    รัฐบาล
R&D Innovation                   สคร. กรมคร. กรมวิทย์                     รัฐบาล
ที่มา  : www. Thaidengue.com

@นพ.สราวุธ    ได้กล่าวเพิ่มเติม  บทบาท สสจ. ไม่ใช่เป็นผู้ Operation แต่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ทักษะ
– กิจกรรมลด ค่า   HI   ชุมชนควรดำเนินการ
– การสำรวจ ค่า CI    สสจ. ควรดำเนินการ ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าในจังหวัด มี Container ที่สำคัญคืออะไร  พื้นที่มีปัญหาการเคลื่อนย้ายของประชากรหรือไม่    Serotype  เป็นอย่างไร  จะควบคุมแหล่งในชุมชนตรงไหน หมู่บ้านที่เกิดซ้ำซาก ต้องสอบสวนหาสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร เพื่อเราจะได้ป้องกันต่อไป    ต้องรู้ชัดเจน (รู้เขารู้เรา)

>>ข้อเสนอแนะ   แผนปฏิบัติการ 4 ปี  แต่ละยุทธศาสตร์ ต้องมีเป้าประสงค์  มาตรการ ควรแบ่งบทบาทของการทำงาน และเพิ่มเติมในส่วน SWOT Analysis

@@การบรรยายพิเศษ เรื่อง “โรคไข้เลือดออก ใน 5 ทศวรรษ”
โดย  ศาสตราจารย์คลินิก (พิเศษ) แพทย์หญิงสุจิตรา  นิมมานนิตย์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค
>>การทำงานถ้ารู้จักโรคอย่างถ่องแท้จะทำให้มีกำลังใจที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ใน 5 ทศวรรษที่ผ่านมา  นับตั้งแต่มีการระบาดครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ถึงปัจจุบันโลกแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ส่วนหนึ่งมีแต่ไข้เดงกี่ (Dengue fever = DF) และอีกส่วนหนึ่งมีทั้งไข้เดงกี่ และไข้เลือดออก (Dengue Haemorrhagic fever = DHF) ไข้เดงกี่ เป็นแล้วไม่เสียชีวิต แต่ไข้เลือดออกทำให้เสียชีวิตได้ ปัจจัยที่ทำให้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างกว้างขวาง ได้แก่ การขยายของเขตเมือง การคมนาคมที่สะดวก และการเคลื่อนย้ายของประชากร

>>อเมริกาใต้ เคยมีผู้ป่วยเกิดขึ้นและสามารถควบคุมได้จนไม่มีผู้ป่วยไข้เลือดออกเลย กระทั่งถึงปี ค.ศ.2003 เนื่องจากมีการรับซื้อยางรถยนต์เก่าเข้ามา หลังจากนั้นทุกแห่งมี 4  Serotype มาตลอด    การที่โรคมีการกระจายไป   ได้มากมายเนื่องจากโลกมีความเจริญอย่างรวดเร็ว (Globalization) ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวาง (Pandemic)

>>อาการทางคลินิก   ผู้ป่วยร้อยละ 80 ไม่แสดงอาการ มีเพียงร้อยละ 20 ที่แสดงอาการ ศาสตราจารย์ประสงค์เป็นคนแรกที่พบว่าโรคไข้เลือดออก มีการรั่วของน้ำเลือด (Plasma leakage) และจากการศึกษา ของ Dr.Donberg ในปี ค.ศ.1980 ที่โรงพยาบาลเด็กพบว่าการติดเชื้อซ้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกรุนแรงขึ้น

>>การใช้ทูนิเกต์เทส ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ ถ้าพบ 10 จุดต่อ 1 ตารางนิ้ว แต่ถ้าพบ 20 จุดขึ้นไปต่อ 1 ตารางนิ้ว Sensitivity ยิ่งสูงมากขึ้น ถ้ามีการรั่วของน้ำเลือด 4-5 ชั่วโมง ก็เกิด Prolong shock แล้ว สคร.ควรมีระบบส่งตัวให้กับ สสจ. หญิงตั้งครรภ์แม้มีไข้เพียง 5 วัน ลูกที่คลอดออกมาเพียง 1 วันก็มีไข้ จากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ได้

>>การรักษา เป็นการรักษาตามอาการ ประเทศสิงค์ไปร์ กำลังศึกษายาฆ่าเชื้อ แต่ราคาค่อนข้างสูง
>>สาเหตุการตาย   Prolong shock  และ  Fluid Overload   ซึ่งต่างจังหวัดยังพบเสมอ   บางรายเมื่อไข้ลดญาติสบายใจ แต่ช่วงที่ไข้ลดยังไม่พ้นภาวะวิกฤติ ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อกได้   ดังนั้นต้องสังเกตว่ามีมือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็วซึ่งเป็นอาการนำของภาวะช็อก สาเหตุของการรั่วของพลาสมาเกิดจากไซโตไคน์หลายตัวซึ่งพบได้เช่นกันในโรคอื่นๆ จึงยังไม่ทราบแน่นอนว่าเป็นตัวใดที่เฉพาะต่อโรคไข้เลือดออก

>>ดังนั้น  การให้ความรู้แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เช่น เมื่อไหร่จึงจะไปพบแพทย์      สำหรับประเทศไทยนั้น  ค่า  Index ลูกน้ำ  มีจำนวนเท่าไรก็ระบาดได้    ซึ่งปัจจุบันไม่ทราบระดับที่แน่นอนที่จะทำให้เกิดการระบาดได้

@@การบรรยาย เรื่อง การติดตามประเมินผลการเฝ้าระวังทางกีฏวิทยาโรคไข้เลือดออก      โดย
นายธีระยศ  กอบอาษา   กลุ่มโรคไข้เลือดออก  สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
โรคไข้เลือดออกจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ คน เชื้อไวรัส Dengue และยุงลาย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ  และวัคซีนยังอยู่ในขั้นทดลอง     ดังนั้นกลวิธีที่ใช้ในการควบคุมโรคไข้เลือดออกปัจจุบัน คือการควบคุมยุงลาย ซึ่งทำได้โดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและกำจัดยุงตัวเต็มวัย ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามประเมินผลการเฝ้าระวังทางกีฏวิทยาโรคไข้เลือดออก ประเทศที่เคยประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการใช้มาตรการการควบคุมลูกน้ำยุง (ไม่มียุงตัวแก่)   โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมและการใช้กฎหมาย เช่น ประเทศคิวบาที่มีการระบาดใหญ่ไข้เลือดออก ปี 1981 จากนั้นใช้มาตรการควบคุม สามารถลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงวัดจากค่าดัชนี House Index (HI)  จาก 35 เป็น 0.2 แล้วก็ควบคุมอยู่ในระดับ HI<0.01 สามารถป้องกันโรคได้นานถึง 16 ปี (1981-1997)  และ    ประเทศสิงคโปร์ ไม่มีการเกิดไข้เลือดออก 20 ปี  จากการลดและรักษาระดับค่า HI ให้ต่ำ แต่ภายหลังก็ยังเกิดการระบาด สาเหตุใหญ่มาจากการอพยพย้ายถิ่น แต่การควบคุมทางกีฏวิทยาอย่างต่อเนื่องก็ทำให้ไม่เกิดการระบาดที่รุนแรง ซึ่งดัชนีที่ใช้ในการติดตามประเมินผลการเฝ้าระวังทางกีฏวิทยาโรคไข้เลือดออก ดัชนีแต่ละตัวมีข้อดีแตกต่างกัน ปัจจุบันยังไม่มี Best indicators ที่ใช้วัดความสำเร็จของ Intervention on vector populations    เช่น

•Container Index (CI) หมายถึงร้อยละของภาชนะพบลูกน้ำยุงลาย แต่ไม่สามารถรู้ถึง density และ adult productivity
•Breteau Index (BI) หมายถึง  จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อบ้าน100 หลัง   สามารถประเมินความสัมพันธ์ ของภาชนะและบ้าน แต่ไม่สามารถบอกจำนวน adult/container
•Pupa Index (PI) 1972, 1995 หมายถึง pupa/person ~ highly positive correlated with the no. of adult/person)

ผลการดำเนินงานตามโครงการเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงในปี 255x โดยการสุ่มสำรวจลูกน้ำยุงลายในพื้นที่เสี่ยง ตัวชี้วัดที่ใช้ในการพิจารณาความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในบ้านเรือน ได้แก่ House Index  (ร้อยละของบ้านที่พบลูกน้ำยุงลาย)  และตัวชี้วัดสำหรับโรงพยาบาล ได้แก่ Container Index  ( ร้อยละของภาชนะที่พบลูกน้ำยุงลาย) เพื่อนำข้อมูลความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายมาใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินความร่วมมือของประชาชนในกิจกรรมการสำรวจลูกน้ำยุงลายเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกในเขตเทศบาลนคร เทศบาลเมือง และนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินสถานการณ์ทางระบาดวิทยา รวมทั้งศูนย์ข่าวกรองโรคไข้เลือดออกซึ่งดำเนินการโดยสำนักระบาดวิทยา และเพื่อใช้ประกอบการวางแผนการดำเนินงานควบคุมลูกน้ำยุงลาย

•เป้าหมายการดำเนินงานควบคุมลูกน้ำ HI ≤ 10
•ดำเนินการสุ่มในพื้นที่มีโอกาสมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ในปี พ.ศ. 255x จำนวน 20 จังหวัด ในเขตเทศบาลเมือง 25 แหล่ง และเทศบาลนคร 3 แหล่ง   รวม 28 แหล่ง

การประเมินผลสำรวจลูกน้ำยุงลาย (House index) ในภาพรวมของประเทศปี พ.ศ. 255x ดำเนินการสำรวจบ้านจำนวน 7,352 หลังคาเรือน  พบลูกน้ำในบ้าน 31.46 % และค่า HI ที่จำแนกตามลักษณะชุมชนคือ ชุมชนแออัด ชุมชนพานิช และชุมชนที่พักอาศัย ใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 26  ดังตารางที่ 1 เมื่อนำมาจำแนกตามภูมิภาคพบว่าชุมชนที่มีค่า HI สูงสุดของภาคกลาง คือชุมชนพานิช ภาคเหนือ คือชุมชนที่พักอาศัย และภาคใต้คือชุนชนแออัด ดังตารางที่ 2

>>ตารางที่ 1 ผลการสำรวจค่า House  Index ปี 2550 จำแนกตามลักษณะชุมชน
ประเภทชุมชน    แออัด    พานิช    ที่พักอาศัย
HI (%)                    26.55    26.16    26.31

>>ตารางที่ 2 ผลการสำรวจค่า House Index ปี 2550 จำแนกตามลักษณะชุมชนและภูมิภาค
ประเภทชุมชน    HI (%)
แออัด    พานิช    ที่พักอาศัย
ภาคกลาง    25.42    35.11    29.24
ภาคเหนือ    24    25    30.67
ภาคใต้    25.5    17.75    20.63

ส่วนการสำรวจประเมินผลลูกน้ำยุงลายใน กทม.สำรวจจำนวน1,552  บ้าน  พบลูกน้ำ 18.17% จำแนกเป็นการพบลูกน้ำภายในบ้าน 60.23 % บริเวณบ้าน 39.77 % และเมื่อจำแนกตามประเภทชุมชน พบว่าชุมชนที่มีค่า HI สูงสุดคือ ชุมชนเคหะและชุมชนเมือง รายละเอียดดังตารางที่ 3 โดยภาชนะที่ไม่ใช้บางส่วนเป็นขยะเศษภาชนะรอบบ้านที่พบลูกน้ำยุงลายมากที่สุด    แต่สัดส่วนการพบลูกน้ำสูงสุดในจานรองกระถางต้นไม้ร้อยละ 25.69   ดังตารางที่ 4   ซึ่งต่างจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนพบลูกน้ำสูงสุดในภาชนะร้อยละ 41.6 สำรวจในปี 2548 และจังหวัดเชียงใหม่พบลูกน้ำสูงสุดในภาชนะร้อยละ 45.71 สำรวจในปี 2549

>>ตารางที่ 3   ผลการสำรวจค่า House Index ปี 2550   จำแนกตามลักษณะชุมชนของ กทม.
ประเภทชุมชน    แออัด    ชานเมือง    เคหะ    เมือง
HI (%)    28.3    3.38    29    14.8

>>ตารางที่  4 ผลการสำรวจค่า Container Index ปี 2550 ของ กทม.
ภาชนะ……………………………จำนวน…………..พบลูกน้ำ………    %
ภาชนะไม่ใช้…………………….3426……………545……………    15.91
ภาชนะน้ำใช้…………………….2782……………451    16.21
จานรองกระถางต้นไม้…………541……………..139    25.69
จานรองขาตู้กับข้าว……………242………………28    11.57
อื่นๆ………………………………342………………26    7.60
แจกัน…………………………….173………………12    6.94
รวม……………………………….7506…………….1201    16.00

ผลการประเมินผลลูกน้ำยุงลาย (Container Index) เป้าหมายควบคุมให้ CI = 0 มากกว่าร้อยละ 80 ดำเนินการสำรวจโรงพยาบาลจำนวน 31 แหล่ง พบว่า CI = 0 ร้อยละ 12.5 ภาชนะที่พบลูกน้ำสูงสุดคือจานรองกระถางต้นไม้

>> ตารางที่  5  ผลการสำรวจค่า Container Index ปี 2550  ของ กทม.
ประเภทภาชนะ…………จานรองกระถางต้นไม้…………..แจกัน…………อื่นๆ
CI (%)……………………26.55……………………………..0.3……………2

>>ข้อเสนอแนะ    การเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้เลือดออก
1.การใช้ตัวชี้วัดหลายตัวเป็นข้อมูลเตือนภัยเบื้องต้น ชี้เบาะแสพื้นที่เสี่ยงระดับหมู่บ้านเพื่อให้เจ้าของพื้นที่ทำการเฝ้าระวังมิให้ไข้เลือดออกระบาดในฤดูฝน ต้องดำเนินการเป็นระยะและอย่างต่อเนื่องตลอดปี

2.การสำรวจประเมินผลดัชนีลูกน้ำยุงลายโดย สสจ.
•ต้องดำเนินการทั้งพื้นที่เขตเมือง และหรือ ชนบท ขึ้นอยู่กับปัญหาของพื้นที่ อย่างน้อยที่สุดควรมีข้อมูลในเขตเทศบาลเมือง  เทศบาลนคร
•ความถี่รายไตรมาศ

3. การสำรวจดัชนีลูกน้ำยุงลายโดย สคร.
การสำรวจอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง  ใช้แบบรายงานการสำรวจลูกน้ำยุงลาย กอ. 1/1
* ครั้งที่ 1 ช่วง เดือนมกราคม – เมษายน  2551 ใช้เป็นข้อมูล   Monitoring
* ครั้งที่ 2 ช่วง เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2551ใช้เป็นข้อมูล Evaluation
* สรุปผลการสำรวจลูกน้ำยุงลายรายจังหวัด รวบรวมวิเคราะห์และประเมินผล จัดส่งสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ครั้งที่ 1 ภายในเดือนพฤษภาคม 255x และครั้งที่ 2 ภายในเดือนกรกฎาคม 255x ตามแบบสรุปรายงานการสำรวจลูกน้ำยุงลาย

4. การใช้ประโยชน์ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายในการควบคุมโรค
* หมู่บ้านที่มีค่าดัชนี HI อยู่ระหว่าง 21-75 ต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ค่าดัชนี HI ลงต่ำกว่า 10
* หมู่บ้านที่มีค่าดัชนี HI อยู่ระหว่าง 11-20 ทั้งหมด ต้องพยายามใส่มาตรการที่จำเป็น เพื่อให้ค่าดัชนี HI ลงต่ำกว่า 10  ก่อนฤดูระบาด
* หมู่บ้านที่มีค่าดัชนี HI ต่ำ อยู่ระหว่าง 0-10 ควรจะ maintain เอาไว้ให้ค่าดัชนีไม่สูงกว่านี้
* นำข้อมูลดิบจาก กว 1/1 ใช้ในการวิเคราะห์ชุมชนเสี่ยงร่วมกันข้อมูลการระบาดในการชี้เป้าพื้นที่ปัญหา และคำนวณหาค่า CI ซึ่งในการสำรวจ HI หากมีการเก็บข้อมูลภาชนะที่ไม่มีน้ำขังขณะสำรวจแต่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงพาหะ (risk container) มาใช้ประโยชน์ในการแนะนำประชาชนและการทำสื่อให้ตรงประเด็นปัญหา

@@การบรรยายเรื่อง  แนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานคร กับ 3 สำนักงานป้องกันควบคุมโรค คือ สคร. 1   3 และ 4  ที่มีพื้นที่ติดกัน โดย แพทย์หญิงป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์   ผู้อำนวยการกองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร   มีสาระสำคัญ  ดังนี้
จากสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2545- 2550  พบผู้ป่วยสูงในเดือนมกราคม และลดลงช่วงเดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน   เมื่อถึงฤดูกาลระบาดจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และลดลงในเดือนธันวาคม   สำนักอนามัยได้มีการกระจายอำนาจให้สำนักงานเขต  โดยฝ่ายสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบในการพ่นเคมีเพื่อควบคุมโรค  ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคไข้เลือดออกสูงขึ้น เนื่องจากทีมควบคุมโรคยังไม่เข้มแข็ง ทำให้ช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน มีจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้น กลุ่มอายุ 15-24 ปี พบมากขึ้น รวมทั้งอายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไป  ยังพบประปราย  ทั้งนี้อาจเกิดจากภาวะโลกร้อน ที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกในกลุ่มวัยรุ่น และผู้ใหญ่มากขึ้น และความหลากหลายของสถานพยาบาลเอกชน ที่ไม่ค่อยนึกถึงว่าผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ทำให้มีการรักษาช้า มักเสียชีวิต จึงควรเพิ่มความรู้ให้แก่แพทย์  เพื่อทราบว่าขณะนี้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกมากขึ้น

แผนยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกในกรุงเทพมหานคร
1. พัฒนาระบบเฝ้าระวัง     เช่น นำ GIS  ใช้ในการป้องกันควบคุมโรค ด้านการระบาด
2. พัฒนาระบบของจัดการความรู้  เช่น การศึกษาวิจัย
3. สนับสนุนพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน สถานศึกษา สถานประกอบการ
4. กระบวนการตลาดเชิงสังคม (ขณะนี้ทดลอง 2 เขต)  เน้นงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์
5. พัฒนาระบบการติดตาม ประเมินผลทุกระดับ

ปัญหา/อุปสรรค
1.การควบคุมโรค – ความล่าช้าของการรายงานโรคจากโรงพยาบาลมายังเขต
2.การป้องกันโรค  – ขาดความร่วมมือของประชาชน
– ลักษณะชุมชนที่มีความหลากหลาย
– การเคลื่อนย้ายของประชาชน

แนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่
–   วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาในพื้นที่
–    แลกเปลี่ยนข้อมูลการระบาด ให้มีความรู้ด้านระบาดระหว่างเขต
–    จัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ ปัญหา อุปสรรค เพื่อกำหนดกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างพื้นที่เสี่ยงต่อโรคบริเวณเขตรอยต่อกับ กทม. ได้แก่   สคร. 1  3 และ 4

กิจกรรม/นวัตกรรม  ได้แก่
1.การบูรณาการภายในเขต ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ทั้งภาคประชาคม  กรรมการหมู่บ้าน หรือบางแห่ง มีชุมนุมแม่บ้าน ซึ่งทุกเขตต้องมีการจัดประชุมกรรมการชุมชน
2.การใช้เวทีชาวบ้าน ให้เกิดการเรียนรู้ในเวทีชาวบ้าน
3.จัดทำโครงการกรุงเทพฯ ปลอดลูกน้ำยุงลาย
4.ทำ Mapping   เช่น  ค่า  HI   หรือ การใช้โปรแกรม  GIS/Poff
5.ทำ พ.ร.บ. สาธารณสุข มากระตุ้นประชาชนให้ตระหนักถึงการกำจัดลูกน้ำยุงลาย
6.การใช้ความร่วมมือของประชาชนเป็นเครื่องมือ เช่น มีสารวัตรปราบลูกน้ำยุงลาย ชุมชนเข็มแข็ง (สำนักงานเขตต้องมีความเข้มแข็ง)

ประเด็นคำถาม – ตอบ  ข้อเสนอแนะ จากที่ประชุม สรุปได้ คือ
1.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลงจะสนับสนุนการจัดเวทีประชุมร่วมพิจารณากิจกรรมการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่าง  สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร  สคร. 1 กรุงเทพมหานคร สคร. 3  ชลบุรี และ สคร. 4 ราชบุรี
2.ปัญหาการควบคุมโรคโดยการพ่นหมอกควันในท่อน้ำทิ้ง ผ่านสื่อ นั้น  เนื่องจาก กทม. ได้กระจายอำนาจการควบคุมโรคให้เขตไปแล้ว และได้มีการจัดอบรมให้ผู้ปฏิบัติได้รับทราบถึงวิธีการที่ถูกต้องแล้ว  ทั้งนี้ยังไม่มีการติดตามผลหลังการอบรม
3.การนำข่าวที่ซ้ำ ๆ กันมาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ จุดที่น่าดำเนินการ คือ ควรเชิญ สื่อมวลชน มาทำความเข้าใจ เน้นการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่ถูกวิธี
4.ประเด็นการเฝ้าระวังโรค ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาจัดทำ Warning Graph,  Spot Map
5.  การบริหารจัดการควบคุมการระบาด  –  Mr. ไข้เลือดออก ควรมีประจำทุกเขต เพื่อรอรับคำสั่ง     จาก War Room
6. โครงการ กทม. เขตปลอดลูกน้ำยุงลาย
6.1.ควรให้ อสม. สำรวจบ้าน เป็นระยะ ๆ สัปดาห์ละครั้ง มี การ Label ลงรายงานที่ฝาบ้าน
6.2.การแสดงผล โดยการปักหมุด สีเขียว ในสัปดาห์แรก ต่อจากนั้น 2 อาทิตย์ ปัดหมุดสีแดง ถ้าปรากฏว่าบ้านไหนมีหมุดหลายสี เป็นกลุ่มหัวดื้อ
7. กระทรวงสาธารณสุข และ กทม.   ควรทำการวิจัยร่วมกันเพื่อหารูปแบบทดลองใน 1 พื้นที่
8. การทำงานให้ยั่งยืน   – พยายามใช้เทคโนโลยีง่าย ชาวบ้านทำได้ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน และการมีส่วน    ร่วมของทุกคน   คำว่า  คุน นะ ทำ  น่าจะเปลี่ยนเป็น  ช่วยกันทำ  ซึ่งสุดท้าย การควบคุมโรคไข้เลือดออก ไม่ใช่วิ่ง  100 เมตร แต่ เป็นการวิ่งผลัด Marathon   ต้องเปลี่ยนไม้

This entry was posted in DHF. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s