ประเด็นรณรงค์วันอัมพาตโลก ปี 2553

ประเด็นรณรงค์วันอัมพาตโลก ปี 2553

นายทินกร  ใจเย็น นักวิชาการสาธารณสุข ชำนาญการ    สสอ.ท่าหลวง          

 

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีความสำคัญอย่างมาก สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะโรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของคนไทย แต่ผู้ที่รอดชีวิตจากโรคนี้จำนวนมากยังต้องประสบกับความทุกข์ทรมานจากการอยู่ในสภาพอัมพฤกษ์ อัมพาต ลักษณะของโรคหลอดเลือดสมองแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ โรคสมองขาดเลือดเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคเลือดออกในสมอง เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก1 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้แก่ เพศ อายุ พันธุกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง  ภาวะไขมันในเลือดสูงเบาหวาน การสูบบุหรี่หรือรับควันบุหรี่จากผู้อื่น  การบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และภาวะอ้วน  การมีวิถีชีวิตที่ไม่กระฉับกระเฉง การกินอาหารไม่ถูกสัดส่วน กินมากเกินพอดี โดยเฉพาะการกินอาหารรสเค็ม รสหวาน และไขมันสูง กินผักผลไม้น้อย 

 

สถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

            ทั่วโลก

          Π สถานการณ์ของโรคหลอดเลือดสมอง

องค์การอนามัยโลก รายงานว่าในปี 2548 โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งจากทั่วโลก พบประมาณ 17.5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 จากการเสียชีวิตทั้งหมด2 และ World Stroke Oranization (WSO) รายงานว่า  ปี 2549 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองแต่ละปี  5.7  ล้านคน และคาดการณ์ว่า ในปี 2558 จะมีคนทั่วโลกเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มเป็น  6.7  ล้านคน  3   และ National stroke Association รายงานว่า ชาวอเมริกา เป็นโรคหลอดเลือดสมองแต่ละปี เกือบ 750,000 คน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 3 และเป็นสาเหตุของความพิการอันดับ 1 ของประเทศอเมริกา   แต่ในความจริงแล้วโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ถึง ร้อยละ 80 4

Î สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

สมาพันธ์หัวใจโลก รายงานสถานการณ์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด  ดังนี้ 5

1. ทั่วโลกมีผู้ใหญ่ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน 1.6 พันล้านคน มีภาวะอ้วน 400 ล้านคน  ในกลุ่มเด็กพบว่ามีภาวะน้ำหนักเกิน 155 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้เป็นเด็กอ้วน ถึง 30-45 ล้านคน  

2.  ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลก พบว่า ร้อยละ 20 กินผักและผลไม้น้อย 

3.ผู้ที่สูบบุหรี่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ 2 เท่า 

4.  ผู้ที่มีวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เพิ่มขึ้น 2 เท่า

5. อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ทำให้มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ

6. ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการกินอาหารที่มีโซเดี่ยมสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง  และถ้าทุกคนลดการกินอาหารที่มีโซเดี่ยม ( โดยการใช้โซเดี่ยมเพียง 1 กรัม / วัน  หรือประมาณ 3 กรัมของเกลือ / วัน )  จะลดความเสี่ยงของคนที่ต้องรักษาตัวจากโรคความดันโลหิตสูงได้ถึง ร้อยละ 50

ประเทศไทย

Î สถานการณ์ของโรคหลอดเลือดสมอง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ สำหรับโรคหลอดเลือดสมอง ในปี 2551 พบอัตราตายต่อแสนประชากรด้วยโรคหลอดเลือดสมอง เท่ากับ  20.8  ซึ่งคิดเป็นคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมอง เฉลี่ยวันละ 36 คน หรือประมาณชั่วโมงละ 1.5 คน และในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ( พ.ศ. 2540 – 2550 ) พบคนไทยนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น 2.75 เท่าตัว 6

คณะทำงานจัดทำภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ รายงานถึงโรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะ(DALYs loss)ในประเทศไทย พ.ศ.2547 จำแนกตามเพศ พบว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะลำดับแรกในเพศหญิง และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะลำดับที่ 4 ในเพศชาย

เมื่อแยกเป็นรายภาค พบอัตราผู้ป่วยในต่อแสนประชากรโรคหลอดเลือดสมองของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2542-2550 8  ดังตารางที่ 1

อัตราผู้ป่วยในต่อแสนประชากรโรคหลอดเลือดสมองใหญ่ของประเทศไทย แยกตามรายภาคปี พ.ศ. 2542-2550
รายภาค พ.ศ.2542 พ.ศ.2544 พ.ศ.2546 พ.ศ.2548 พ.ศ.2550
ภาคเหนือ 115 154 203 214 242
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 56 70 89 105 134
ภาคกลาง ไม่รวม กทม. 124 139 192 238 262
ภาคใต้ 100 133 160 182 231

 

จากตารางที่ 1 จะเห็นว่าแนวโน้มของผู้ป่วยในโรคหลอดเลือดสมอง มีแนวโน้วเพิ่มขึ้นในทุกภาคของประเทศไทย  โดยพบว่าภาคกลาง (ไม่รวม กรุงเทพมหานคร ) พบเป็นโรคนี้สูงสุด รองลงมา คือ ภาคเหนือ  ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ

Î สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

               ข้อมูลจากคณะทำงานจัดทำภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย  สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, 2549  พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาระโรคมีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง โดยพบว่า เพศชายมีลำดับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ดัชนีมวลกายสูง โคเลสเตอรอลสูง บริโภคผักและผลไม้น้อย  ขาดการออกกำลังกาย     ในขณะที่เพศหญิงมีลำดับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ความดันโลหิตสูง ดัชนีมวลกายสูง โคเลสเตอรอลสูง ขาดการออกกำลังกาย  การสูบบุหรี่  และการบริโภคผักและผลไม้น้อย 

            ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ 9  ได้รวบรวมการศึกษาศูนย์บริหารการผลิต สำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทรายภายในประเทศ พ.ศ. 2526-2549 พบว่า การบริโภคน้ำตาลและอาหารที่ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลมากขึ้น 2.6 เท่า จาก 12.7 กิโลกรัม/คน/ปี (พ.ศ.2526) เป็น 33.2 กิโลกรัม/คน/ปี (พ.ศ.2549)  และรายงานการสำรวจสุขภาพคนไทย ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2534-2535) ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2539-2540) และครั้งที่ 3 (พ.ศ.2546-2547) ได้ค่าตามลำดับดังนี้   ค่าไขมันโคเลสเตอรอล 189 , 198 แล 207 (mg/dl)  ค่าระดับน้ำตาลในเลือด 87, 92 และ100 (mg/dl)

            ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ พ.ศ. 2550 ของศูนย์ข้อมูลโรคไม่ติดต่อ  สำนักโรคไม่ติดต่อ   10 ได้รายงาน อัตราความชุก (ร้อยละ) ของประชากรอายุ 15-74 ปี ที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี 2550 ในภาคต่างๆของประเทศไทย ดัง ตารางที่ 2

ภาค น้ำหนักเกิน

(BMI  ≥25 กก/ตร.ม)

อ้วน (BMI ≥ 30 กก/ตร.ม) ผู้ที่มีเส้นรอบเอวเกิน บริโภคผักและผลไม้เพียงพอ  ≥ 5หน่วยมาตรฐานต่อวัน ออกกำลังกายครั้งละ ≥

30นาที

3ครั้งต่อสัปดาห์

มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ดื่มสุราในปัจจุบัน ผู้ที่สูบบุหรี่หรือยาสูบในปัจจุบัน
กทม. 25.9 6.0 25.0 37.3 36.3 82.4 29.4 19.9
กลาง

(ไม่รวม กทม.)

20.5 4.5 22.6 19.7 33.8 90.5 34.6 20.1
ออกเฉียงเหนือ 17.7 3.2 20.3 20.7 38.3 94.9 40.4 22.9
เหนือ 19.3 3.7 20.6 20.4 35.4 94.5 42.2 21.3
ใต้ 15.2 2.2 18.3 25.1 46.0 94.5 24.2 21.9

 

จากตารางที่ 2  จะเห็นว่าคนไทยมีอัตราความชุก (ร้อยละ) ของประชากรอายุ 15-74 ปี ที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองในภาคต่างๆ  ดังนี้

1 . กรุงเทพมหานคร  มีอัตราความชุก ในเรื่อง น้ำหนักตัวเกิน อ้วน และรอบเอวเกินสูงที่สุด  และมีอัตราความชุกของกิจกรรมทางกายที่เพียงพอน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคต่างๆ

2. ภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)  มีอัตราความชุก เป็นลำดับที่ 2 ในเรื่อง น้ำหนักตัวเกิน อ้วน และรอบเอวเกิน และพบว่าอัตราความชุก ของการออกกำลังกายครั้งละ ≥ 30นาที 3ครั้งต่อสัปดาห์ น้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคต่างๆ 

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอัตราความชุก ในเรื่องผู้ที่สูบบุหรี่หรือยาสูบในปัจจุบันสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคต่างๆ 

4. ภาคเหนือ มีอัตราความชุก ในเรื่องการดื่มสุราในปัจจุบันสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคต่างๆ 

ประเด็นสารวันอัมพาตโลก ปี 2009

ประเด็นสารวันอัมพาตโลก ปี 2009 คือ “ Stroke-What can I do ?”  ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2552 11

เหตุผลที่ วันอัมพาตโลก ปี 2009 ใช้ ประเด็นสาร“ Stroke-What can I do ?”  เพราะทุกๆคนสามารถร่วมทำบางสิ่ง บางอย่างเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง  สามารถที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง เรียนรู้เกี่ยวกับอาการแสดงและปฏิบัติการเพื่อช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยช่วยกันในคนละบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งอาจจะดำเนินการเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่มคน เป็นรัฐบาล ในการต่อสู้กับโรคนี้  จึงอยากเรียกร้องให้ประชาชนทั่วโลกช่วยกันดำเนินกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองร่วมกัน

ประเด็นสาร.. รณรงค์วันอัมพาตโลก..ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2552

            ประเด็นสารหลักรณรงค์     “ อัมพาตป้องกันได้ไม่ยาก… หากทุกคนร่วมกัน  ”

กลุ่มเป้าหมาย                      ประชาชน ได้แก่  

  1. ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง  ได้แก่ มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง  โรคเบาหวาน  โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจ เคยมีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
  2. ผู้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง  สูบบุหรี่  ดื่มสุรา
  3. ประชาชนทั่วไป ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น
  4. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั้งในภาครัฐและเอกชน
  5. ผู้กำหนดนโยบาย
  6. ภาคีเครือข่าย

พฤติกรรมที่ต้องการ         

                         1. ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง

    – การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสม  

   – ทุกคนควรทราบค่าตัวเลขของตน ได้แก่ ค่าดัชนีมวลกาย  รอบเอว  ระดับความดันโลหิต   ระดับน้ำตาล และค่าไขมันโคเลสเตอรอล

  – สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง สามารถคุมระดับความดันโลหิตได้ , โรคเบาหวาน    สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้           

                        2. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มีแนวปฏิบัติในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และส่งต่อ หรือให้การดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

                         3. ผู้กำหนดนโยบาย มีความตระหนักถึงปัญหาโรคหลอดเลือดสมอง และกำหนดนโยบาย / แผนยุทธศาสตร์การป้องกันควบคุมโรคหลอดเลือดสมอง

                          4. ภาคีเครือข่าย เห็นความสำคัญและให้ความรวมมือในการรณรงค์ป้องกัน ควบคุมโรคหลอดเลือดสมอง        

แนวทางในการดำเนินงานกิจกรรม 

     1. จัดกิจกรรมรณรงค์ / นิทรรศการเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง    ได้แก่

          1.1 กิจกรรมให้ความรู้   “ โรคหลอดเลือดสอง ป้องกันได้ ร้อยละ 80” ซึ่งอาจจะมีเนื้อหา ดังนี้

          อาการเตือนที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง  คือ สมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA:transient ischemic attack) มีระยะเวลาของการมีอาการน้อยกว่า 24 ชั่วโมง

            ประชาชนที่มีประสบการณ์ของสมองขาดเลือดชั่วคราว พบถึง 1 ใน 3 ที่นำไปสู่การเป็นโรคหลอดเลือดสมอง  โดยพบว่า

             ร้อยละ   5  จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ใน   2  วัน หลังจากมีอาการสมองขาดเลือดชั่วคราว 

             ร้อยละ 11  จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ใน  90 วัน หลังจากมีอาการสมองขาดเลือดชั่วคราว 

             ร้อยละ 14  จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ใน   1  ปี   หลังจากมีอาการสมองขาดเลือดชั่วคราว 

             ร้อยละ 20   จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ใน   2 ปี   หลังจากมีอาการสมองขาดเลือดชั่วคราว 

* อาการของสมองขาดเลือดชั่วคราว อาจพบเพียง 1 อาการ หรือมากว่า  1 ดังนี้

            – การอ่อนแรงของหน้า แขน หรือขาซีกเดียว

            – สับสน พูดลำบาก พูดไม่รู้เรื่อง มีปัญหาการพูด

            – การมองเห็นลดลง 1 หรือทั้ง 2 ข้าง

            – มีปัญหาด้านการเดิน มึนงง สูญเสียการสมดุลการเดิน

   หรือใช้ ตัวย่อช่วยจำ  “F.A.S.T.” มาจาก

            F = Face          เวลายิ้มพบว่ามุมปากข้างหนึ่งตก

            A = Arms          ยกแขนไม่ขึ้น 1 ข้าง

            S = Speech      มีปัญหาด้านการพูดแม้ประโยคง่ายๆ   พูดแล้วคนฟัง  ฟังไม่รู้เรื่อง

            T = time           ถ้ามีอาการเหล่านี้ ให้รีบไปโรงพยาบาล โดยด่วนภายใน 3 ชั่วโมง จะได้ช่วยรักษาชีวิตและสามารถฟื้นฟูกลับมาได้เป็นปกติหรือใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด

1.2 กิจกรรมปฏิบัติการลดความเสี่ยง “ เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตในวันนี้ เพื่อลดโรคหลอดเลือดสมองในวันพรุ่งนี้ ”

–  เลือกเมนูอาหารสุขภาพ ได้แก่  การรับประทานอาหารที่ครบหมู่ พอดี พอเหมาะ ลดการรับประทานอาหารเค็ม และหวานลง  และกินผักและผลไม้อย่างน้อยที่สุด 5 ส่วน/วัน หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารไขมันสูง

–          ใช้เกลือให้น้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป ซึ่งในหนึ่งวันควรจำกัดการบริโภคเกลือให้น้อยกว่า 1 ช้อนชา ถ้าจำเป็นต้องใช้อาหารสำเร็จรูป ควรเลือกซื้อโดยดูที่ฉลากโภชนาการและเลือกอาหารที่มีเกลือ หรือโซเดียมต่ำ

–          ปรุงอาหาร โดยวิธีนึ่ง  อบ แทนการทอด ผัด

–          เลือกใช้เนื้อสัตว์ที่มาจาก เนื้อปลา หรือ เนื้อไก่ ดีกว่า เนื้อหมู หรือ เนื้อวัว

–          เลือกอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ตระกูลถั่ว  ขนมปังธัญพืช

–          หยุดสูบบุหรี่  ผู้ที่สูบบุหรี่ควรหยุดสูบ  ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่ 

–          สุรา ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ควรลดปริมาณการดื่มลง โดยเพศชายควรดื่มไม่เกิน 2 แก้วมาตรฐาน/ วัน เพศหญิงควรดื่มไม่เกิน 1 แก้วมาตรฐาน/ วัน  

–          ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม โดยค่าดัชนีมวลกายให้อยู่ระหว่าง 18.5 – 23 กิโลกรัม / ตารางเมตร    คุมรอบเอวในเพศชายไม่เกิน 90 เซนติเมตร และเพศหญิงไม่เกิน 80 เซนติเมตร

–          ดำเนินวิถีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวและกระฉับกระเฉง ได้แก่ การขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์  เดินระหว่างช่วงเบรก หรือลงรถประจำทางก่อนถึงปลายทางอย่างน้อย 2 ป้ายรถเมล์ และควรออกกำลังกายอย่างน้อยที่สุด 30 นาที อาจเป็นช่วงกลางวัน 5 วันต่อสัปดาห์

–          ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย  มีการจัดการความเครียดที่เหมาะสม เช่น อาจเปิดเพลงฟังเบาๆ  หยุดทำงานสักครู่เพื่อคลายเครียดโดยการพักสายตา มองสำรวจสิ่งรอบๆตัว โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียว  พูดคุยปรึกษากับเพื่อนหรือคนที่ไว้ใจได้ เป็นต้น

–          ทุกคนควรรู้ค่าความเสี่ยงของตัวเอง ได้แก่ ค่าดัชนีมวลกาย  รอบเอว ความดันโลหิต  ระดับน้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือด

–          ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงให้ตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะวัดความดันโลหิต มากกว่า 1 ครั้ง / ปี

–          ผู้ที่โรคประจำตัว ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ  เบาหวาน  รับประทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษา  ควรดูแลรักษาสุขภาพตามที่แพทย์ / พยาบาลแนะนำ เช่น การรับประทานอาหารเค็ม มัน และหวานลง ไม่สูบบุหรี่ ลดดื่มสุรา ไม่เครียด เป็นต้น

2. สถานบริการสาธารณสุข  ควรมีคู่มือแนวปฏิบัติในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

3. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ กับหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข  นอกกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรเอกชน ที่จะร่วมช่วยกันในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด  เช่น มูลนิธิ-

หัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  สมาคมโรคหลอดเลือดสมอง  หน่วยงานทางด้านการศึกษา  ด้านการสื่อสารมวลชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น  บริษัท โรงงาน  เป็นต้น

—————————————————————————————-

 

 

ที่มา : นางนิตยา  พันธุเวทย์  และ นางสาวนุชรี  อาบสุวรรณ   นักวิชาการสาธารณสุข สำนักโรคไม่ติดต่อ

 

บรรณานุกรม 

  1. World Hypertension Day 2010 . [online ]. [cited 2010 mar 30] ; Available from : http:// www.worldhypertensionleague.org/pages/WHD.aspx
  2. ข้อมูลสถิติ, สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข . [online ]. [cited 2010 mar 31 ] ; Available from : URL: http://bps.ops.moph.go.th/index.php?mod=bps&doc=5
  3. เยาวรัตน์ ปรปักษ์ขาม และพรพันธ์ บุญยรัตพันธ์ (บรรณาธิการ). การสำรวจสภาวะสุขภาพของประชากรไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 3 พ.ศ.2546-2547. กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ , 2549.
  4. กระทรวงสาธารณสุข , กรมควบคุมโรค สำนักโรคไม่ติดต่อ.รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ พ.ศ. 2550. นนทบุรี : สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ , 2551.
  5. The  Seventh Report of the joint National Committee on Prevention , Detection , Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure. US : NIH Publication , 2004 .
  6. Facts & Figures : Quick facts and figures on themes related to heart disease. See fact sheets for more  detailed information. [online ]. [cited 2009 Aug 6] ; Available from  :               URL:http:// www.world-heart-federation.org/press/facts-figures/             
  7. กระทรวงสาธารณสุข , กรมควบคุมโรค สำนักโรคไม่ติดต่อ.รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ พ.ศ. 2548. นนทบุรี : บริษัทพิมพ์สวย, 2549.
This entry was posted in NCD&Pr. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s